
Property Insurance
การประกันภัยทรัพย์สิน
สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงงาน โกดัง โรงแรม หรืออาคารประเภทต่างๆ รวมถึง
ทรัพย์สินของสถานที่นั้นๆ จะมีการประกันภัยที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การประกันความ
เสี่ยงภัยทุกชนิด หรือ All Risks Insurance ซึ่งให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่ากรมธรรม์
ประกันอัคคีภัย ที่รู้จักกันดี โดยหลักการสำคัญของการประกันภัย All Risks จะกล่าวเพียงว่า
ภัยใดบ้าง และ ทรัพย์สินใดบ้าง "ไม่คุ้มครอง" ดังนั้น สิ่งที่ไม่ได้ระบุยกเว้นไว้ ก็จะได้รับ
ความคุ้มครองโดยปริยาย
นอกจากนี้ ยังมีการประกันภัยทรัพย์สิน ที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะ (Specifically Insurance)
เช่น การประกันภัยทางวิศวกรรม (Engineering Insurance) ได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัยเครื่อง
จักรหยุดชะงัก (Machinery Breakdown) , กรมธรรม์ประกันภัยหม้อกำเนิดไอน้ำและถังความ
ดัน (Boiler and pressure vessel) , กรมธรรม์ประกันภัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Equipment Insurance)
ระบบประกันภัยได้พัฒนาไปจนถึง ผลต่อเนื่องทางธุรกิจ จากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ได้
รับความเสียหาย ได้แก่ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) ซึ่งให่้ความ
คุ้มครองการสูญเสียกำไรขั้นต้น ประกอบด้วย "ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed cost)"และ"กำไรสุทธิ
(Net profit)" ในระหว่างที่ธุรกิจนั้นต้องหยุดดำเนินการ เพื่อจัดการหรือซ่อมแซมความเสียหาย
ของทรัพย์สินจากภัยที่กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินนั้นคุ้มครอง
อนึ่ง การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก นับว่าเป็นการประกันภัยที่สนับสนุนการก้าวต่อไปของ
ธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม เพราะถึงแม้ว่าทรัพย์สินจะได้รับการจัดซ่อมสร้างใหม่จากการชดใช้ของ
ประกันภัยก็ตาม แต่ถ้าขาดซึ่งเงินทุนหมุนเวียน เพราะธุรกิจต้องสูญเสียไประหว่างที่เกิดความ
เสียหายแล้ว การก้าวให้ทันสถานการณ์ของการแข่งขันทางตลาดนั้น คงเป็นไปไม่ง่ายนัก
Motor Insurance
การประกันภัยรถยนต์
รถยนต์น่าจะเป็นทรัพย์สินที่มีผู้สนใจทำประกันมากที่สุด อีกทั้งความคุ้มครองที่แบ่งเป็นประเภท 1, 2 และ ประเภท 3 รวมถึง Package 2+ , 3+ ของบริษัทประกันภัยต่างๆที่ทำเงื่อนไขออกมา ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของรถยนต์ทุกท่านจะทราบดีอยู่แล้ว
ความสำคัญ ที่ควรคำนึงถึงเสมอ คือ ความคุ้มครองในส่วนของ “ค่ารักษาพยาบาล” และ “ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก” แก่ผู้บาดเจ็บ หลังจากรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ เพราะแม้รถยนต์ทุกคันจะต้องทำประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พรบ. ก็ตาม แต่วงเงินที่คุ้มครองค่ารักษานั้นก็เพียง 50,000.-บาท /คนเท่านั้นเอง
ดังนั้น หากได้ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจไว้ ความคุ้มครองทั้ง 2 ส่วน จะเข้ามาช่วยค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายการรักษาผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ในหมวดของ “ความคุ้มครองเพิ่มเติม ร.ย.02 ค่ารักษาพยาบาล ” และหากวงเงินดังกล่าวนั้นไม่เพียงพอต่อค่ารักษาที่เกิดขึ้นอีก โดยอุบัติเหตุนั้นเกิดจากความผิดของผู้ขับขี่ และผู้บาดเจ็บนั้นไม่ได้เป็นลูกจ้าง , พ่อแม่ , สามีภรรยา หรือ ลูก ของผู้ขับขี่ ก็ยังมีส่วนของหมวด “ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก” ให้ความคุ้มครองค่ารักษาฯ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงความเสียหายต่อเนื่องต่างๆ (Consequential Loss) ต่อไปจนครบวงเงิน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากรถยนต์นั้น มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่สูงมาก ดังนั้น การทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกครั้ง ขอให้พิจารณาวงเงินทั้ง 2 ส่วน ดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในการต่ออายุกรมธรรม์หรือทำประกันภัยทุกๆ ครั้ง
ข้อแนะนำ ควรทำประกันภัย พรบ. และประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ กับบริษัทประกันภัยเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวในการพิจารณาชดเชยค่าสินไหมของบริษัทประกันภัยเมื่อต้องใช้ทั้ง 2 กรมธรรม์ประกอบกัน

Transportation Insurance
การประกันภัยขนส่ง
สินค้าซึ่งอยู่หว่างการขนส่ง จะมีระบบการประกันภัยเข้ามารองรับความเสี่ยงภัยต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสินค้า ทั้งในกรณีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Marine Cargo Insurance) และ การขนส่งสินค้าภายในประเทศ (Inland Cargo Insurance) ซึ่งมีรายการความคุ้มครอง ได้แก่
ประกันภัยสินค้าที่ขนส่งระหว่างประเทศ (Marine Cargo Insurance) มีการกำหนดแบบความคุ้มครองความเสียหาย หรือเรียกว่า Institute Cargo Clauses หรือ ICC ดังนี้
ICC. C แบบระบุภัย ได้แก่ ไฟไหม้-ระเบิด , เรือเกยตื้น-ล่ม-จม และชนหรือโดนกัน ,
ยานพาหนะทางบกพลิกคว่ำหรือตกราง , ขนสินค้นลงระหว่างทางขณะหลบ
ภัย , กรณี General Average
ICC. B แบบระบุภัย ตาม Clauses C และเพิ่มภัยดังนี้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ฟ้าผ่า ,
สินค้าถูกคลื่นซัดตกทะเล , น้ำทะเลหรือน้ำในแม่น้ำเข้าระวางเรือทำให้สินค้า
เปียกน้ำ, สินค้าเสียหายสิ้นเชิงขณะขนขึ้นหรือลงจากเรือ
ICC. A แบบเสี่ยงภัยทุกชนิด (All Risks) ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกับ Clauses C และ B
และภัยอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุยกเว้น เช่น เปียกน้ำฝน , ปล้นของโจรสลัด ,
การลักทรัพย์ เป็นต้น
ประกันภัยสินค้าที่ขนส่งภายในประเทศ (Inland Cargo Insurance) มีการกำหนดความคุ้มครอง 2 แบบ ดังนี้
แบบระบุภัย
ได้แก่ อัคคีภัย ระเบิด ฟ้าผ่า , พาหนะที่ขนส่งหรือสินค้า ชนหรือโดนกับยานพาหนะอื่นหรือ
ชนกับสิ่งอื่นนอกยานพาหนะ รวมถึงการชนของหัวลาก-หางลากของยานพหนะนั้น , เรือจม
เกยตื้น เครื่องบินตก รถไฟตกราง และรถบรรทุก รถพ่วงพลิกคว่ำตกถนน
แบบเสี่ยงภัยทุกชนิด นอกจากจะได้รับความคุ้มครองแบบระบุภัยแล้ว ยังให้ความคุ้มครอง
ภัยอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุเป็นข้อยกเว้น เช่น ความเสียหายทั้งหมดหรือบางส่วนของสินค้าจาก
อุบัติเหตุภายนอก , กรณี General Average , การลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ เป็นต้น
Public Liability Insurance
การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อสาธารณชน
ความสำคัญของความเสี่ยงลักษณะนี้ มักจะถูกมองข้าม เพราะผู้คนมุ่งแต่จะรักษาความเสี่ยงของทรัพย์สินหรือส่วนได้เสียของตนเองเป็นสำคัญ จนกว่าจะมีการเรียกร้องจากผู้เสียหายให้ต้องรับผิดชอบ ซึ่งบางกรณีมูลค่าการเรียกร้องนั้นมากกว่ามูลค่าทรัพย์สินหรือส่วนได้เสียที่ผู้นั้นได้ทำประกันภัยเสียอีก
ระบบประกันภัยจึงจัดสรร “การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก” ซึ่งเป็นกรมธรรม์รับผิดทั่วไป หรือเรียกว่า General Public Liability Insurance เพื่อรองรับความเสี่ยงต่อการเรียกร้องความเสียหาย ทางทรัพย์สิน หรือต่อชีวิต ร่างกาย ของบุคคลอื่นๆ ซึ่งเราต้องรับผิดชอบ
ความรับผิดบางกรณีเป็นข้อยกเว้นความคุ้มครองของการประกันภัยรับผิดทั่วไป ดังนั้น จึงต้องมีการประกันภัยความรับผิดเฉพาะทาง (Specifically Liability Insurance) อาทิเช่น
- การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ ( Professional Indemnity)
- การประกันความรับผิดเนื่องจากสินค้าไม่ปลอดภัย (Product Liability)
- การประกันความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง ( Employer Liability)
- การประกันความรับผิดของกรรมการและผู้บริหาร (Directors’ and Officers’ Liability)
การประกันภัยทรัพย์สินบางประเภท ให้ความสำคัญของความรับผิด ซึ่งระบุไว้เป็นหมวดหนึ่งของความคุ้มครองกรมธรรม์ ดังเช่น การประกันงานก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักร หรือ CAR. , การประกันหม้อกำเนิดไอน้ำฯ , การประกันป้ายโฆษณา และการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภทต่างๆ เป็นต้น




